ลูกของฉันควรเข้าเรียนในโปรแกรมพิเศษของการเรียนในรูปแบบสองภาษา ( Bilingual Special Education Program ) หรือไม่?

          แต่ละประเทศจะมีการเรียนในรูปแบบพิเศษที่ต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับปัญหาทางด้านสายตา / การมอง, ปัญหาทางด้านการฟัง, ความผิดปกติทางการสื่อสาร, การไร้ความสามารถในการเรียน ( เช่น ความผิดปกติในการอ่านเนื่องจากความบกพร่องของสมอง และการสูญเสียความสามารถในการใช้คำพูดเนื่องจากการบาดเจ็บหรือเป็นโรคทางสมอง) , การมีพัฒนาการในด้านการรับรู้และเข้าใจที่ต่ำกว่าปกติมาก , ปัญหาทางพฤติกรรม และความบกพร่องทางกาย

          ในประเทศอเมริกา มีการประมาณว่าเด็กที่มาจากพื้นฐานภาษารองประมาณหนึ่งล้านคนต้องเรียนในรูปแบบพิเศษ อย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะมั่นใจได้หรือไม่ว่าเด็กเหล่านี้จะได้รับผลประยชน์จากการเรียนในรูปแบบพิเศษ ปัญหามีอยู่ว่าเด็กหลายคนอาจไม่ได้ "ผิดปกติ" จริงๆ แต่ถูกจัดให้เรียนในรูปแบบพิเศษ เด็กอาจมีข้อผิดพลาดในการใช้ภาษาบ้างเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะถูกประเมินในภาษาที่อ่อนกว่า ซึ่งก็คือภาษาที่สอง ดังนั้นเด็กจึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "ความผิดปกติในการใช้ภาษา" และบางครั้งก็ถือเป็น "การไร้ความสามารถในการเรียน" แทนที่จะมองว่าพวกเขาเป็นเด็กสองภาษาที่กำลังพัฒนา (คือ เด็กที่มีความสามารถในภาษาแรกและอยู่ในช่วงที่กำลังเรียนรู้ภาษาหลัก ซึ่งเป็นภาษาที่สอง) แต่พวกเขากลับถูกมองว่าเป็นเด็กที่มีความสามารถจำกัดในการใช้ภาษาอังกฤษ ( 'Limited English Proficiency' - LEP ในประเทศอเมริกา) หรือแม้กระทั่งถูกมองว่ามีปัญหาทั่วไปในการเรียน คะแนนสอบของพวกเขาในภาษาที่สอง ซึ่งต่ำกว่าเกรดเฉลี่ยก็ถูกมองว่าเป็น 'การขาด' หรือเป็น 'การไร้ความสามารถ' ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเรียนในรูปแบบพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง

          ในการประเมินเด็กที่ใช้ภาษารอง ควรแยกลักษณะของพัฒนาการออกเป็นสามส่วนให้ชัดเจน 1) ความคล่องแคล่วในภาษา 2) ความคล่องแคล่วในภาษาที่สอง และ 3) มี(หรือไม่มี)ปัญหาทางกาย, ทางการเรียนรู้ หรือทางพฤติกรรม การแบ่งแยกนี้หมายถึงจะมีกลุ่มเด็กสองภาษาสองกลุ่มในเรื่องของการเรียนในรูปแบบพิเศษ

          กลุ่มแรกคือ เด็กที่รู้สองภาษาและมีปัญหาทางกาย, ทางประสาท, ทางการเรียนรู้, ทางอารมณ์, ทางกระบวนการรับรู้ หรือทางพฤติกรรม เด็กเหล่านี้อาจต้องเรียนในรูปแบบพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง มีการประเมินว่า 1 ใน 8(ประมาณ 12%) ของนักเรียนที่ใช้ภาษารองในประเทศอเมริกาจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ ตัวเลขของประเทศอื่นๆก็คล้ายๆกัน เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่จะได้รับผลประโยชน์จากการเรียนสองภาษาในรูปแบบพิเศษคอนข้างมาก และมากกว่าเรียนภาษาเดียวในรูปแบบพิเศษ

          เมื่อเด็กสองภาษาหรือเด็กที่ใช้ภาษารองถูกประเมินว่าพวกเขามีความต้องการพิเศษ ครูผู้สอนหลายๆคนจะอ้างว่าเด็กควรได้รับการศึกษาในภาษาหลักภาษาเดียว ในประเทศอเมริกามักจะได้รับคำแนะนำบ่อยๆว่าเด็ก Latino ที่มีความต้องการพิเศษควรได้รับการศึกษาในโรงเรียนพิเศษที่ใช้ภาษาอังกฤษภาษาเดียว เหตุผลอ้างอิงก็คือ เด็กเหล่านี้จะต้องอยู่ในสังคมที่พูดภาษาอังกฤษ ถ้าเด็กมีปัญหาร้ายแรงทางด้านปัญญา (ปัญญาอ่อน) ควรให้เด็กเรียนภาษาเดียว เด็กประเภทนี้พัฒนาภาษาใดภาษาหนึ่งช้ามาก

          กลุ่มที่สองคือ เด็กที่รู้สองภาษาและไม่มีปัญหาทางกาย, ทางการเรียนรู้ หรือทางพฤติกรรม ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ใช้ภาษารอง เด็กเหล่านี้จะประสบความสำเร็จในการใช้สองภาษามากกว่าการศึกษาในรูปแบบพิเศษ การศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับเด็กเหล่านี้ก็คือการใช้ภาษาแรกเป็นสื่อในการสอน ในเวลาเดียวกัน เด็กก็จะเรียนรู้ภาษาที่สอง (ภาษาหลัก)และจะค่อยๆเก่งขึ้นในทั้งสองภาษา

          การย้ายเด็กสองภาษาไปเรียนในรูปแบบพิเศษควรจะเกิดขึ้นหลังจากสรุปได้แล้วว่าความต้องการของเด็กคนนั้นไม่สามารถเป็นไปได้ด้วยโรงเรียนธรรมดาทั่วไป เมื่อเด็กสองภาษาหรือเด็กที่ใช้ภาษารองต้องการการศึกษาในรูปแบบพิเศษ ควรเลือกการศึกษาพิเศษแบบสองภาษามากกว่า

แหล่งที่มา : A PARENTS' AND TEACHERS' GUIDE TO BILINGUALISM