วิธีสอนอ่านวิธีใดได้ผลมากที่สุด ? การมองแล้วพูด, การออกเสียง การใช้ภาษาโดยรวม หรือวิธีอื่น ?

     วิธีมองเห็นแล้วพูดเป็นการแนะนำให้เด็กเรียนรู้การอ่านและการเขียนด้วยคำทั้งคำ โดยทั่วไปแล้ว วิธีการนี้ไม่สามารถได้ผลด้วยตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับความจำจากภาพเป็นส่วนใหญ่ และสามารถทำให้เด็กขาดทักษะในการแปลความหมายในคำที่ยาวขึ้น และยากขึ้น และยังขาดทักษะในความสามารถที่จะจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ

     วิธีการออกเสียงเสริมให้เด็ดรู้จักแยกคำออกเป็นส่วนๆ เพื่อแยกเสียงแต่ละเสียง การสอนวิธีการออกเสียงเป็นการหลีกเลี่ยงวิธีฝึกฝนแบบซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง และเป็นสิ่งจำเป็นที่จะสอนการออกเสียงด้วยวิธีที่สนุก โดยใช้คำสัมผัสและเกม ถ้าใช้วิธีนี้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เด็กอ่านหนังสือโดยไม่เข้าใจความหมายเลย

     วิธีรับรู้ภาษาโดยรวมเป็นการย้ำถึงการเรียนรู้ในการอ่านและเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อความเพลิดเพลินและมีจุดมุ่งหมาย

     กิจกรรมที่มีคุณค่ามากที่สุดที่พ่อแม่เข้าไปมีส่วนร่วมได้ก็คือ ฟังลูกๆของตนเองอ่านทั้งก่อนที่เด็กจะเข้าเรียนและขณะที่เข้าเรียน ในช่วงปีแรกๆ การอ่านพร้อมไปกับลูกควรจะเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรในตอนเย็น หลีกเลี่ยงการเป็นผู้ฟังแต่อย่างเดียว สามสิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้เพื่อให้การอ่านได้ผล คือ
       1.ให้รายละเอียดและอธิบายเนื้อเรื่องให้ลูกฟัง
       2. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องกับประสบการณ์ของเด็กเอง
       3.ถามคำถามเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กเข้าใจเนื้อเรื่อง

จุดมุ่งหมายหลักสำหรับพ่อแม่ก็คือ การช่วยลูกๆให้สามารถอ่านด้วยตนเองได้ทั้งสองภาษา เด็กที่สามารถอ่านด้วยตนเอง จะสามารถเตือนและแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเองได้

                 A typical sequence (but not style) of teaching phonics in English
                 ตัวอย่างลำดับขั้นตอน (ไม่ใช่วิธี) การสอนการออกเสียงในภาษาอังกฤษ

     (1) เรียนรู้เพื่อจดจำตัวอักษรของพยัญชนะต่างๆ ทั้งตัวอักษรใหญ่ (upper case) และตัวอักษรเล็ก
(lower case), ชื่อเรียก, เสียงของตัวอักษร, เสียงที่ใช้เริ่มต้นคำ, เสียงที่อยู่ในส่วนท้ายของคำ
     (2) พยัญชนะควบต้น ที่ใช้เริ่มคำต่างๆ เช่น plod, split
สองตัวอักษรคือ pl, fr, dr, pr, tr, sk, cr, br, sn, cl, gr, gl, sp, fl, bl, sw, sm, sc, st, qu, sl, tw
     (3) พยัญชนะควบท้ายคำ ที่อยู่ท้ายคำต่างๆ เช่น ramp
mp, st, nk, lt, nd, sp, nt, sg, sk, lp, ld
     (4) คำลงท้าย e ที่ไม่ออกเสียง เช่น rude, fate, eve
u_e, a_e, i_e, o_e, e_e
     (5) สระสองตัวที่แทนเสียงเดียว เช่น cow
ow, oe, ar, ew, ou, aw, ue oo, er, ay, ie, ea, ee, ur, oa, au, ai, oy, ir, or, oi
     (6) พยัญชนะสองตัวที่แทนเสียงเดียว เช่น whip
wh, ch, th, sh, ph, tch, shr, thr, sch
     (7) ตัวอักษรที่ไม่ออกเสียง เช่น gnat, knot, know
g, k, w, u, h, b , gh, l, t
     (8) การลงท้ายคำ เช่น picture, vogue, mission
ure, ue, ion, ble, cle, fle, ple, sle, y, g, tion, sion, ed, ours, re

                Three examples of teaching strategies that can be used by parents.
                ตัวอย่างกลยุทธ์ในการสอน 3 วิธี ที่พ่อแม่สามารถนำไปใช้ได้
     1.สร้างคำศัพท์ที่สามารถเห็นเป็นภาพได้ก่อน หาสิ่งที่เด็กชอบและเป็นคำที่ใช้บ่อยๆ (เช่น ice-cream, teddy, granny) ใช้ภาพ ประกอบไปด้วยกันกับคำเหล่านี้ เด็กจะทราบว่าตัวเองทำสำเร็จ ไม่สำคัญว่าคำเหล่านี้จะมีอยู่ทั้งสองภาษาหรือไม่ สำคัญที่ว่าคำเหล่านี้จำเป็นสำหรับเด็กไหม การมุ่งไปที่วิธีการออกเสียงก็เป็นการปูพื้นฐานที่ดี หลังจากที่เด็กรู้จักคำศัพท์ได้ เพียงไม่กี่คำแต่มีภาพคำศัพท์อยู่ในใจแล้ว คำศัพท์เบื้องต้นเหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบที่เด็กสามารถแตกคำออกเป็นเสียงย่อยๆ การ วิเคราะห์ เสียงของคำจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับเด็ก หากเด็กได้เรียนรู้คำของเขาเอง

     2.ให้เด็กได้พูดถึงประสบการณ์ เขียนประโยคสั้นๆหนึ่งประโยคหรือมากกว่าลงในบัตร ให้ตัดข้อความของประโยคเหล่านั้น ออกเป็นส่วนๆ แล้วให้เด็กนำมาเรียงใหม่

     3. เด็กจะได้รับเรื่อง 1 เรื่อง (จะเป็นเรื่องจากประสบการณ์ของเขาเอง หรือจากเรื่องรางในอดีตของพ่อแม่ก็ได้) โดยที่คำหลาย คำหายไป บอกให้เขาทายข้อความที่หายไปและเขียนลงไปในเนื้อเรื่อง วิธีการนี้เรียกว่า “Cloze procedure” – การเติมคำ ในช่องว่าง หรือ “Context cuing” – การลำดับบริบท การช่วยเหลือให้เด็กมีความเข้าใจและอ่านได้ด้วยตนเองทำให้กิจกรรม นี้มีความสนุก