ลูกของฉันจะสามารถเรียนภาษาใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบในระบบของโรงเรียนหรือเปล่า?

          วิธีหนึ่งในการเรียนภาษาที่สองและภาษาต่างประเทศที่หลายประเทศนิยมใช้ก็คือ การให้เรียนภาษานั้นประมาณครึ่งชั่วโมงต่อวัน เป็นเวลาห้าปีหรือมากกว่า ถึงแม้ว่าเด็กจะได้เรียนภาษานั้นนานเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยมก็ตาม มีน้อยคนที่จะเก่งและคล่องภาษาที่สอง / ภาษาต่างประเทศ ถึงแม้จะได้เรียนภาษาที่สอง / ภาษาต่างประเทศหลายร้อยชั่วโมงก็ตาม น้อยคนที่จะสามารถใช้ทั้งสองภาษาได้ดี อย่างมากก็จะมีบางคนที่สามารถสื่อสารกับเจ้าของภาษาในภาษาที่เรียนได้ มีเพียงคนที่เก่งจริงๆที่จะเรียนภาษานั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตรงกันข้ามกับประเทศ U.K และ U.S. เด็กบางคนในทีปยุโรปจะเรียนรู้ภาษาผ่านทางระบบของโรงเรียนได้ดีกว่า

          เด็กอาจเรียนภาษาใหม่และเป็นเด็กสองภาษาได้ถ้าภาษาใหม่เป็นภาษาของหลักสูตรที่ใช้ในโรงเรียน เด็กจะมีประสบการณ์ในภาษาที่สองมากขึ้นถ้าโรงเรียนใช้ภาษานั้นเป็นสื่อในการสอน สิ่งนี้คือข้อแตกต่างระหว่างการเรียนในรูปแบบสองภาษาและการเรียนภาษาที่สอง การเรียนแบบสองภาษาคือ การใช้ภาษาที่สองเป็นสื่อในการสอนวิชาต่างๆของหลักสูตรและการเรียนภาษานั้น ส่วนการเรียนภาษาที่สองหมายถึง การสอนภาษาที่สองและยึดถือภาษาที่สองเป็นวิชาหลักและไม่ใช้ภาษาที่สองเป็นสื่อในการสอน ( second language is a subject, not a medium of instruction )

          คำถามสำคัญคือ เด็กควรจะเริ่มเรียนภาษาที่โรงเรียนตั้งแต่อายุเท่าไร ควรเริ่มเรียนเร็วหรือช้า ผลจากการวิจัยแสดงให้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโตไม่มีใครได้เปรียบกว่าคนอื่นๆในการเรียนภาษา เด็กเล็กจะเรียนภาษาใหม่ค่อนข้างช้ากว่า แต่เด็กโตจะเรียนได้เร็วและดีกว่า อย่างไรก็ตาม ภาษาจะถูกฝังในเด็กเล็กมากกว่า และเด็กจะสามารถออกเสียงได้ถูกต้องมากกว่า

          โดยทั่วไปแล้วเด็กควรเริ่มเรียนภาษาที่สอนในโรงเรียนโดยเร็วที่สุด เด็กเล็กในระดับประถมจะเรียนรู้ภาษาได้เองโดยไม่รู้ตัว จะไม่มีการเน้นภาษาเหมือนโรงเรียนระดับมัธยม ถ้าโรงเรียนระดับประถมและมัธยมมีกิจกรรมต่างๆเช่น ร้องเพลง แสดงละคร และเกมส์ต่างๆ และใช้ภาษานั้นเป็นสื่อในการสอนเท่าที่เป็นไปได้ จะทำให้เด็กมีโอกาสสูงมากในการใช้สองภาษา ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ใหญ่อายุ 50, 60 และ 70 ปีที่ประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาและสามารถพูดได้ทั้งสองภาษา ไม่มีใครแก่เกินที่จะเรียน อายุไม่สำคัญ

แหล่งที่มา : A PARENTS' AND TEACHERS' GUIDE TO BILINGUALISM